บทความ

มาตรการป้องกัน COVID-19

สำหรับผู้เข้ารับบริการ สวมหน้ากากอนามัย สำหรับแพทย์แผนไทยประยุกต์ สวมหน้ากากอนามัย สวมเฟสชิว สวมถุงมือขณะทำหัตถการ เปลี่นผ้าปูเตียงทุกครั้ง ใช้แอลกอฮอล์ฉีดพ่นฆ่าเชื้อบริเวณที่ทำหัตถการทุกครั้งหลังจากทำหัตถการเสร็จ เว้นระยะเวลาการนัดหมายคนไข้ไม่ให้มาพร้อมกันหลายคน

อ่านต่อ »

Office Syndrome (ออฟฟิศซินโดรม)

Office syndrome (ออฟฟิศซินโดรม) หรือ Myofascial Pain Syndrome เป็นโรคเกี่ยวกับอาการปวดกล้ามเนื้อ โดยจะมีจุดกดเจ็บ (trigger point) ซึ่งทำให้อาการปวดร้าวไปตามส่วนต่าง ๆ ของกล้ามเนื้อหรือบริเวณที่เกี่ยวข้องได้ เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้ายทอย ปวดกราม ปวดลงแขน-ขา เป็นต้น โดยผู้ป่วยมักจะมีลักษณะของการปวดกล้ามเนื้อแบบเรื้อรัง หรืออาการอาจแย่ลงเรื่อย ๆ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาหรือแก้ไขปัญหาจากสาเหตุ สาเหตุของโรค  การใช้งานมัดกล้ามเนื้อเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เช่น นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ, การเล่นกีฬาโดยใช้กล้ามเนื้อเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน การใช้งานกล้ามเนื้อมากเกินไปจนเกิดการบาดเจ็บ และมีการหดเกร็งตัว กล้ามเนื้อหดเกร็งตัวเป็นเวลานานจากการถูกกดทับของเส้นประสาท ภาวะที่ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน ๆ ขาดความยืดหยุ่น เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง อัมพฤกษ์ อัมพาต ภาวะความผิดปกติทางจิตใจ เช่น เครียด กังวล เป็นต้น ลักษณะอาการ มีอาการปวดกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น บ่า ต้นคอ สะบัก หลัง เป็นต้น อาการปวดมักเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว อาจปวดเป็นบริเวณกว้าง ผู้ป่วยบางรายอาจไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ปวดได้ชัดเจน มีการปวดร้าวไปบริเวณใกล้เคียง ลักษณะการปวดร้าวจะปวดแบบล้า ๆ โดยระดับความรุนแรงจะมีตั้งแต่ปวดเล็กน้อยพอรำคาญ จนถึงปวดทรมานมาก หรือปวดจนรบกวนการนอน การรักษา การนวดรักษาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย (นวดแผนไทย, นวดกดจุด, นวดแก้อาการ) เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี และเกิดผลข้างเคียงน้อย โดยหากมีการประคบความร้อนหรือประคบสมุนไพร และผู้ป่วยมีการปรับพฤติกรรม ยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการรักษา จะยิ่งเป็นการส่งเสริมให้ประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีวิธีการรักษาอื่น ๆ ได้แก่ การทำกายภาพบำบัด, ฝังเข็ม, ใช้ยา (ยาทาภายนอก, ยารับประทาน), ฉีดยา, ออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้หลาย ๆ คนต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการ work from home, การทำงาน online, ประชุม online หรืออื่น ๆ ซึ่งโดยภาพรวมจะมีระยะเวลาการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้น ใช้สายตามากขึ้น มีความเครียดมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังดังที่กล่าวมาข้างต้นได้ง่ายขึ้น ทุกคนจึงควรหันมาดูแลตัวเอง เพื่อป้องกันการเกิดโรค และรักษาสุขภาพของตนเองให้สมบูรณ์แข็งแรง หากใครที่มีอาการปวดเรื้อรังและเริ่มปวดมากขึ้นแล้วก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน และควรหาวิธีการรักษาเพื่อให้อาการดังกล่าวดีขึ้น ทีมแพทย์แผนไทยของเราพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลอย่างใกล้ชิด โดยสามารถเลือกแพ็กเกจที่เหมาะกับอาการของแต่ละบุคคล👉 ดูรายละเอียดค่าบริการทั้งหมดได้ที่นี่

อ่านต่อ »

การดูแลมารดาหลังคลอด

หลังจากคุณแม่ผ่านการตั้งครรภ์ และคลอดบุตรแล้ว สรีระร่างกายภายนอก และสมดุลธาตุภายในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่เราก็สามารถที่จะดูแลและฟื้นฟูร่างกายได้ด้วยวิธีการต่างๆมากมาย ซึ่งที่คลินิกอุ่นเรือนแพทย์แผนไทยประยุกต์ของเรา มีบริการ “การดูแลมารดาหลังคลอด” หรือการอยู่ไฟ ซึ่งคุณแม่จะได้รับการทำหัตถการหลากหลายอย่าง ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์แผนไทยประยุกต์ ได้แก่ การนวดไทยทั่วร่างกาย นวดกระตุ้นน้ำนม ประคบสมุนไพร นวดโกยท้อง ทับหม้อเกลือ อบไอน้ำสมุนไพร ประโยชน์ของการดูแลหลังคลอดด้วยศาสตร์กาารแพทย์แผนไทย  ช่วยขับน้ำคาวปลา ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น ลดอาการหนาวสะท้าน กระตุ้นการไหลของน้ำนม ลดอาการคัดตึงเต้านม บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกายที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์จนกระทั่งหลังคลอดบุตร กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ปรับสมดุลธาตุภายในร่างกาย Q&A Q : อยู่ไฟต้องทำหลังจากคลอดบุตรกี่วันคะ? A : ในสมัยโบราณการอยู่ในเรือนไฟสามารถทำได้ทันทีหลังจากมารดาคลอดบุตร แต่ในปัจจุบันนี้สำหรับคุณแม่ที่คลอดด้วยวิธีธรรมชาติ เราจะให้การดูแลหลังจากคุณแม่คลอดบุตรไปแล้ว 7 วัน และสำหรับคุณแม่ที่ผ่าตัดคลอด เราจะเริ่มให้การดูแลหลังจากคุณแม่คลอดบุตรไปแล้ว 45 วัน ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่ และเพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คุณแม่ควรได้รับการตรวจร่างกายหลังคลอดจากแพทย์แผนปัจจุบันมาก่อน อย่างไรก็ตามแพทย์แผนไทยประยุกต์จะต้องทำการตรวจร่างกายคุณแม่ทุกรายก่อนทำหัตถการอยู่แล้วค่ะ ทั้งนี้ นอกจากการตรวจร่างกายหลังคลอดจากแพทย์แผนปัจจุบัน และการช่วยดูแลฟื้นฟูร่างกายจากแพทย์แผนไทยประยุกต์แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวของคุณแม่เองที่ต้องดูแลร่างกายในอีกหลายๆเรื่อง เช่น การรับประทานอาหาร การพักผ่อน การหลีกเลี่ยงภาวะความเครียดหรือความกังวลต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลถึงน้ำนมได้ทั้งสิ้น ดังนั้นหากคุณแม่มีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์แข็งแรงแล้ว ย่อมส่งผลให้มีปริมาณน้ำนมเพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อยไปด้วย เกร็ดความรู้ ว่าด้วยเรื่องของน้ำนม ตามคัมภัร์ปฐมจินดา (คัมภีร์แพทย์แผนไทยที่กล่าวถึงเรื่องของมารดาและทารก) ตอนหนึ่งในคัมภีร์ได้กล่าวถึงเรื่องของน้ำนมไว้ว่า “ถ้าแพทย์จะพิจารณาดูน้ำนมดีและร้ายนั้น ให้เอาใส่ขันแล้วให้แม่นมนั้นมองดู ถ้าสีและน้ำนมขาว ดังสีสังข์และจมลงในขัน สัณฐานเหมือนดังลูกบัวเกราะ นมอย่างนี้ จัดเอาเป็นน้ำนมอย่างเอก ถ้าหล่อน้ำนมลง และน้ำนมนั้นกระจาย แต่ว่าขันจมลงถึงกันขันแค่ไม่กลมเข้า น้ำนมอย่างนี้ จึงเอาเป็นน้ำนมอย่างโท ถ้าพ้นจากน้ำนม ๒ ประการนี้แล้ว ถึงจะมีลักษณะประกอบไปด้วยยศ ศักดิ์ ชาติตระกูลปานใดก็ดี ถ้ามีกุศลหนหลังยังติดตามบำรุงรักษา ไม่ให้เกิดโรคาพยาธิ รสน้ำนมนั้นเปรี้ยว ขม, ฝาด,จืด,จาง, และมีกลิ่นอันคาวนั้น ก็จัดเป็นน้ำนมโทษทั้งสิ้น” จากข้อความในคัมภีร์ปฐมจินดา กล่าวโดยสรุปได้ว่า ลักษณะน้ำนมที่ดี เมื่อหยดลงน้ำแล้ว น้ำนมจะมีลักษณะดังนี้    1.  น้ำนมสีขาว ดังสีสังข์ จมลงในขัน สัณฐานดังลูกบัวเกราะ จัดเป็นน้ำนมเอก    2.  น้ำนมกระจาย แต่ว่าข้น จมถึงก้นขัน แต่ไม่กลมเข้า จัดเป็นน้ำนมโท      ลักษณะน้ำนมโทษ : มีรสเปรี้ยว, ขม, ฝาด, จืด ลักษณะจาง มีกลิ่นคาว #ลองไปทดสอบกันดูนะคะว่าน้ำนมของคุณแม่มีลักษณะเป็นอย่างไรกันบ้าง#สนใจดูแลหลังคลอดแบบครบวงจรตามศาสตร์แผนไทยประยุกต์  สามารถดูรายละเอียดแพ็กเกจและค่าบริการเพิ่มเติมได้ที่ 👉 ค่าบริการดูแลหลังคลอด

อ่านต่อ »

การอบไอน้ำสมุนไพร

การอบไอน้ำสมุนไพร เป็นภูมิปัญญาไทยที่ถ่ายทอดกันมาอย่างช้านาน สามารถใช้เป็นการรักษาหลัก การรักษาร่วมกับหัตถการทางการแพทย์แผนไทยอื่นๆ หรือใช้เพื่อสร้างเสริมสุขภาพก็ได้ โดยส่วนมากจะใช้ในการรักษาหรือบรรเทาอาการในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ทางเดินหายใจไม่โล่ง และใช้เป็นกระบวนการหนึ่งในการอยู่ไฟของมารดาหลังคลอด ไม่เพียงแต่ผู้ป่วยเท่านั้น ในคนที่มีสุขภาพดีก็สามารถอบไอน้ำสมุนไพรได้เช่นกัน โดยจะกล่าวถึงประโยชน์และข้อห้ามของการอบไอน้ำสมุนไพร ดังนี้ ประโยชน์ของการอบไอน้ำสมุนไพร  คลายความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเมื่อย ขยายหลอดเลือด กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น บรรเทาอาการเหน็บชา ชาตามปลายมือปลายเท้า ช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น บรรเทาอาการคัดจมูกจากภูมิแพ้ได้ บรรเทาอาการหอบหืดเรื้อรัง ขับน้ำคาวปลาในมารดาหลังคลอด ลดความเครียด ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย การอบไอน้ำสมุนไพรมีการศึกษาวิจัยว่าสามารถช่วยลดอาการปวดเมื่อยและช่วยการไหลเวียนเลือดได้จริง 👉 Thai Herbal Steams & Soaks – Thai Healing Alliance (PDF) ข้อห้ามสำหรับการอบไอน้ำสมุนไพร มีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส เพราะอาจมีการติดเชื้อโรคต่างๆ มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคลมชัก โรคหอบหืดระยะรุนแรง โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่รุนแรง โรคติดต่อร้ายแรงทุกชนิด มีการอักเสบจากบาดแผลต่างๆ สตรีขณะมีประจำเดือนร่วมกับมีอาการไข้ และปวดศีรษะ อ่อนเพลีย อดนอน อดอาหาร หรือหลังรับประทานอาหารใหม่ๆ ปวดศีรษะชนิดรุนแรง คลื่นไส้

อ่านต่อ »

การเผายา

การเผายา เป็นศาสตร์การแพทย์พื้นบ้านล้านนา ที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เป็นการนำสมุนไพรหลากหลายชนิดซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหย ฤทธิ์ร้อน ช่วยลดอาการปวดเมื่อย มาสับรวมกันผสมกับเกลือเล็กน้อย วางไว้บนหน้าท้องและใช้ผ้าหมาดทำเป็นวงวางล้อมรอบสมุนไพร ใช้ผ้าหมาดคลุมทับอีกครั้งหนึ่ง พ่นแอลกอฮอล์พอประมาณและจุดไฟเผา ในขณะที่เผายาความร้อนจะค่อยๆถ่ายเทลงสู่สมุนไพรด้านล่าง และจะอุ่นลงไปบนหน้าท้องของคนไข้ นอกจากนี้การเผายาสามารถทำบริเวณกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ด้วย เช่น กล้ามเนื้อบ่า หลัง ขา หัวเข่า  เป็นต้น ประโยชน์ของการเผายา  ช่วยบรรเทาอาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ท้องผูก สะบัดร้อน สะท้านหนาว ปรับสมดุลธาตุในร่างกาย กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ภูมิแพ้ หอบหืด ใครบ้างที่ไม่เหมาะกับการเผายา ?  มีไข้ ปวดศีรษะ ตัวร้อน ร้อนใน มีประจำเดือน อ่อนเพลียจากการตากแดด หอบเหนื่อย มีแผลผ่าตัด ผิวหนังอักเสบรุนแรง หรือมีแผลพุพองง่าย ความดันโลหิตสูง เมื่อเผายาเสร็จแล้ว ไม่ควรอาบน้ำทันที และควรงดการรับประทานอาหารฤทธิ์เย็น เช่น แตงโม น้ำเย็น เพราะความเย็นจะเข้ามากระทบทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก การเผายาที่ทำไปจะไม่ได้ผล

อ่านต่อ »

การนวดไทยแบบราชสำนัก

การนวดไทยแบบราชสำนัก เป็นศาสตร์การแพทย์แผนไทยที่สืบทอดมาจากแพทย์แผนไทยในอดีต ที่ปฏิบัติหน้าที่ให้กับเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ โดยแพทย์ผู้ให้การบำบัดจะใช้เฉพาะนิ้วมือและฝ่ามือในการนวด แขนเหยียดตรงเพื่อให้น้ำหนักถูกถ่ายเทไปยังนิ้วหัวแม่มือ มีการกดนวดไปตามแนวเส้นพื้นฐาน และจุดสัญญาณตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ผู้นวดจะมีองศาและท่าทางการนวดที่สุภาพ เหมาะสม และปลอดภัย โดยการนวดไทยแบบราชสำนักนี้สามารถใช้ได้กับทั้งการนวดรักษา(นวดแก้อาการ) และนวดผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม ก่อนที่แพทย์แผนไทยประยุกต์จะทำหัตถการต่างๆ จำเป็นต้องมีการซักประวัติ และตรวจร่างกาย เพื่อหาสาเหตุของการเกิดโรค และทำการรักษาให้ตรงจุด เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาที่ดี ถึงแม้ว่าจะเป็นการนวดเพื่อผ่อนคลายหรือสร้างเสริมสุขภาพ ก็ควรจะมีการซักประวัติในเบื้องต้นเพื่อประเมินสิ่งที่ต้องระวัง หรือความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างที่ทำหัตถการเช่นกัน https://youtube.com/shorts/JR08ZE-zhsI?si=Vp6uKulLN60Mcmni การนวดไทยแบบราชสำนัก สามารถใช้นวดรักษา นวดแก้อาการ หรือบรรเทาอาการของกลุ่มโรคใดได้บ้าง โรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ออฟฟิศซินโดรม (ปวดบ่า คอ ศีรษะ, ปวดหลัง) เข่าเสื่อม กระดูกสันหลังทับเส้นประสาท เป็นต้น โรคระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องผูก โรคระบบสตรี เช่น มดลูกตะแคง มดลูกด่ำ มดลูกลอย โรคระบบประสาท เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต พาร์กินสัน และที่กล่าวมานี้ไม่ใช่โรคหรืออาการทั้งหมดที่ใช้การนวดในการรักษาหรือบรรเทาอาการได้ ยังมีอีกหลายโรค หลายอาการ ที่แพทย์แผนไทยประยุกต์สามารถดูแลและให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยได้

อ่านต่อ »
Scroll to Top