บทความ

ธาตุทั้งสี่

ธาตุทั้งสี่ คือรากฐานสำคัญในศาสตร์การแพทย์แผนไทย ซึ่งประกอบด้วย ธาตุดิน น้ำ ลม และไฟ โดยแต่ละธาตุมีผลต่อสุขภาพและโรคภัยของคนเราอย่างลึกซึ้ง การวิเคราะห์ธาตุเจ้าเรือนจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการรักษาและปรับสมดุลร่างกายให้เหมาะสมเฉพาะบุคคล ตามทฤษฎีทางการแพทย์แผนไทยซึ่งมีพัฒนาการมาจากการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย ลักษณะของธาตุทั้งสี่ในแพทย์แผนไทย 1. ธาตุดิน (ปถวีธาตุ) ถือเป็นที่ตั้งแห่งกองธาตุ มีคุณสมบัติแข็ง คงรูป คงตัว จับต้องได้ เป็นองค์ประกอบในส่วนที่เป็นโครงสร้าง จำแนกออกได้เป็น 20 ประการ ได้แก่ ผม (เกศา) ขน (โลมา) เล็บ (นขา) ฟัน (ทันตา) ผิวหนัง (ตะโจ) เนื้อ (มังสัง) เส้นเอ็น (นหารู) กระดูก (อัฎฐิ) เยื่อในกระดูก (อัฎฐิมิญชัง) ม้าม (วักกัง) หัวใจ (หทยัง) ตับ (ยกนัง) พังผืด (กิโลมกัง) ไต (ปิหกัง) ปอด (ปับผาสัง) ไส้ใหญ่ (อันตัง) ไส้น้อย (อันตคุนัง) อาหารใหม่ (อุทริยัง) อาหารเก่า (กรีสัง) เนื้อในสมอง (มัตถเก มัตถลุงคัง) 2. ธาตุน้ำ (อาโปธาตุ) มีลักษณะเป็นของเหลว ซึมซาบ ไหลเวียน โดยอาศัยธาตุลมช่วยทำให้เคลื่อนที่ จำแนกออกได้เป็น 12 ประการ ได้แก่ น้ำดี (ปิตตัง) เสมหะ (เสมหัง) น้ำหนอง (ปุพโพ) น้ำเลือด (โลหิตตัง) เหงื่อ (เสโท) มันข้น (เมโท) น้ำตา (อัสสุ) มันเหลว (วสา) น้ำลาย (เขโฬ) น้ำมูก (สิงฆานิกา) น้ำไขข้อ (ลสิกา) น้ำปัสสาวะ (มุตตัง) 3. ธาตุลม (วาโยธาตุ) เป็นพลังภายในร่างกายที่ทำให้มีการเคลื่อนที่ เคลื่อนไหว หมุนเวียน จำแนกออกได้เป็น 6 ประการ ได้แก่ ลมพัดจากเบื้องล่างสู่เบื้องบน (อุทธังคมาวาตา) ลมพัดจากเบื้องบนสู่เบื้องล่าง (อโคมาวาตา) ลมพัดในกระเพาะอาหารและลำไส้ (โกฏฐาสยาวาตา) ลมพัดอยู่ในท้องนอกลำไส้ (กุจฉิสยาวาตา) ลมพัดทั่วร่างกาย (อังคมังคานุสารีวาตา) ลมหายใจเข้าออก (อัสสาสะปัสสาสะวาตา) 4. ธาตุไฟ (เตโชธาตุ) มีลักษณะของการเผาผลาญ เผาไหม้ ให้ความร้อน ให้ความอบอุ่น จำแนกได้เป็น 4 ประการ ได้แก่ ไฟสำหรับอุ่นกาย (สันตัปปัคคี) ไฟทำให้ร้อนระส่ำระส่าย (ปริทัยหัคคี) ไฟเผาให้แก่ชรา (ชิรณัคคี) ไฟย่อยอาหาร (ปริณามัคคี) อ่านบทความอื่นๆ

อ่านต่อ »

มาตรการป้องกัน COVID-19

สำหรับผู้เข้ารับบริการ สวมหน้ากากอนามัย สำหรับแพทย์แผนไทยประยุกต์ สวมหน้ากากอนามัย สวมเฟสชิว สวมถุงมือขณะทำหัตถการ เปลี่นผ้าปูเตียงทุกครั้ง ใช้แอลกอฮอล์ฉีดพ่นฆ่าเชื้อบริเวณที่ทำหัตถการทุกครั้งหลังจากทำหัตถการเสร็จ เว้นระยะเวลาการนัดหมายคนไข้ไม่ให้มาพร้อมกันหลายคน

อ่านต่อ »

Office Syndrome (ออฟฟิศซินโดรม)

Office syndrome (ออฟฟิศซินโดรม) หรือ Myofascial Pain Syndrome เป็นโรคเกี่ยวกับอาการปวดกล้ามเนื้อ โดยจะมีจุดกดเจ็บ (trigger point) ซึ่งทำให้อาการปวดร้าวไปตามส่วนต่าง ๆ ของกล้ามเนื้อหรือบริเวณที่เกี่ยวข้องได้ เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้ายทอย ปวดกราม ปวดลงแขน-ขา เป็นต้น โดยผู้ป่วยมักจะมีลักษณะของการปวดกล้ามเนื้อแบบเรื้อรัง หรืออาการอาจแย่ลงเรื่อย ๆ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาหรือแก้ไขปัญหาจากสาเหตุ สาเหตุของโรค  การใช้งานมัดกล้ามเนื้อเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เช่น นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ, การเล่นกีฬาโดยใช้กล้ามเนื้อเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน การใช้งานกล้ามเนื้อมากเกินไปจนเกิดการบาดเจ็บ และมีการหดเกร็งตัว กล้ามเนื้อหดเกร็งตัวเป็นเวลานานจากการถูกกดทับของเส้นประสาท ภาวะที่ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน ๆ ขาดความยืดหยุ่น เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง อัมพฤกษ์ อัมพาต ภาวะความผิดปกติทางจิตใจ เช่น เครียด กังวล เป็นต้น ลักษณะอาการ มีอาการปวดกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น บ่า ต้นคอ สะบัก หลัง เป็นต้น อาการปวดมักเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว อาจปวดเป็นบริเวณกว้าง ผู้ป่วยบางรายอาจไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ปวดได้ชัดเจน มีการปวดร้าวไปบริเวณใกล้เคียง ลักษณะการปวดร้าวจะปวดแบบล้า ๆ โดยระดับความรุนแรงจะมีตั้งแต่ปวดเล็กน้อยพอรำคาญ จนถึงปวดทรมานมาก หรือปวดจนรบกวนการนอน การรักษา การนวดรักษาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย (นวดแผนไทย, นวดกดจุด, นวดแก้อาการ) เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี และเกิดผลข้างเคียงน้อย โดยหากมีการประคบความร้อนหรือประคบสมุนไพร และผู้ป่วยมีการปรับพฤติกรรม ยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการรักษา จะยิ่งเป็นการส่งเสริมให้ประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีวิธีการรักษาอื่น ๆ ได้แก่ การทำกายภาพบำบัด, ฝังเข็ม, ใช้ยา (ยาทาภายนอก, ยารับประทาน), ฉีดยา, ออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้หลาย ๆ คนต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการ work from home, การทำงาน online, ประชุม online หรืออื่น ๆ ซึ่งโดยภาพรวมจะมีระยะเวลาการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้น ใช้สายตามากขึ้น มีความเครียดมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังดังที่กล่าวมาข้างต้นได้ง่ายขึ้น ทุกคนจึงควรหันมาดูแลตัวเอง เพื่อป้องกันการเกิดโรค และรักษาสุขภาพของตนเองให้สมบูรณ์แข็งแรง หากใครที่มีอาการปวดเรื้อรังและเริ่มปวดมากขึ้นแล้วก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน และควรหาวิธีการรักษาเพื่อให้อาการดังกล่าวดีขึ้น ทีมแพทย์แผนไทยของเราพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลอย่างใกล้ชิด โดยสามารถเลือกแพ็กเกจที่เหมาะกับอาการของแต่ละบุคคล👉 ดูรายละเอียดค่าบริการทั้งหมดได้ที่นี่

อ่านต่อ »

การดูแลมารดาหลังคลอด

หลังจากคุณแม่ผ่านการตั้งครรภ์ และคลอดบุตรแล้ว สรีระร่างกายภายนอก และสมดุลธาตุภายในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่เราก็สามารถที่จะดูแลและฟื้นฟูร่างกายได้ด้วยวิธีการต่างๆมากมาย ซึ่งที่คลินิกอุ่นเรือนแพทย์แผนไทยประยุกต์ของเรา มีบริการ “การดูแลมารดาหลังคลอด” หรือการอยู่ไฟ ซึ่งคุณแม่จะได้รับการทำหัตถการหลากหลายอย่าง ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์แผนไทยประยุกต์ ได้แก่ การนวดไทยทั่วร่างกาย นวดกระตุ้นน้ำนม ประคบสมุนไพร นวดโกยท้อง ทับหม้อเกลือ อบไอน้ำสมุนไพร ประโยชน์ของการดูแลหลังคลอดด้วยศาสตร์กาารแพทย์แผนไทย  ช่วยขับน้ำคาวปลา ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น ลดอาการหนาวสะท้าน กระตุ้นการไหลของน้ำนม ลดอาการคัดตึงเต้านม บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกายที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์จนกระทั่งหลังคลอดบุตร กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ปรับสมดุลธาตุภายในร่างกาย Q&A Q : อยู่ไฟต้องทำหลังจากคลอดบุตรกี่วันคะ? A : ในสมัยโบราณการอยู่ในเรือนไฟสามารถทำได้ทันทีหลังจากมารดาคลอดบุตร แต่ในปัจจุบันนี้สำหรับคุณแม่ที่คลอดด้วยวิธีธรรมชาติ เราจะให้การดูแลหลังจากคุณแม่คลอดบุตรไปแล้ว 7 วัน และสำหรับคุณแม่ที่ผ่าตัดคลอด เราจะเริ่มให้การดูแลหลังจากคุณแม่คลอดบุตรไปแล้ว 45 วัน ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่ และเพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คุณแม่ควรได้รับการตรวจร่างกายหลังคลอดจากแพทย์แผนปัจจุบันมาก่อน อย่างไรก็ตามแพทย์แผนไทยประยุกต์จะต้องทำการตรวจร่างกายคุณแม่ทุกรายก่อนทำหัตถการอยู่แล้วค่ะ ทั้งนี้ นอกจากการตรวจร่างกายหลังคลอดจากแพทย์แผนปัจจุบัน และการช่วยดูแลฟื้นฟูร่างกายจากแพทย์แผนไทยประยุกต์แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวของคุณแม่เองที่ต้องดูแลร่างกายในอีกหลายๆเรื่อง เช่น การรับประทานอาหาร การพักผ่อน การหลีกเลี่ยงภาวะความเครียดหรือความกังวลต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลถึงน้ำนมได้ทั้งสิ้น ดังนั้นหากคุณแม่มีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์แข็งแรงแล้ว ย่อมส่งผลให้มีปริมาณน้ำนมเพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อยไปด้วย เกร็ดความรู้ ว่าด้วยเรื่องของน้ำนม ตามคัมภัร์ปฐมจินดา (คัมภีร์แพทย์แผนไทยที่กล่าวถึงเรื่องของมารดาและทารก) ตอนหนึ่งในคัมภีร์ได้กล่าวถึงเรื่องของน้ำนมไว้ว่า “ถ้าแพทย์จะพิจารณาดูน้ำนมดีและร้ายนั้น ให้เอาใส่ขันแล้วให้แม่นมนั้นมองดู ถ้าสีและน้ำนมขาว ดังสีสังข์และจมลงในขัน สัณฐานเหมือนดังลูกบัวเกราะ นมอย่างนี้ จัดเอาเป็นน้ำนมอย่างเอก ถ้าหล่อน้ำนมลง และน้ำนมนั้นกระจาย แต่ว่าขันจมลงถึงกันขันแค่ไม่กลมเข้า น้ำนมอย่างนี้ จึงเอาเป็นน้ำนมอย่างโท ถ้าพ้นจากน้ำนม ๒ ประการนี้แล้ว ถึงจะมีลักษณะประกอบไปด้วยยศ ศักดิ์ ชาติตระกูลปานใดก็ดี ถ้ามีกุศลหนหลังยังติดตามบำรุงรักษา ไม่ให้เกิดโรคาพยาธิ รสน้ำนมนั้นเปรี้ยว ขม, ฝาด,จืด,จาง, และมีกลิ่นอันคาวนั้น ก็จัดเป็นน้ำนมโทษทั้งสิ้น” จากข้อความในคัมภีร์ปฐมจินดา กล่าวโดยสรุปได้ว่า ลักษณะน้ำนมที่ดี เมื่อหยดลงน้ำแล้ว น้ำนมจะมีลักษณะดังนี้    1.  น้ำนมสีขาว ดังสีสังข์ จมลงในขัน สัณฐานดังลูกบัวเกราะ จัดเป็นน้ำนมเอก    2.  น้ำนมกระจาย แต่ว่าข้น จมถึงก้นขัน แต่ไม่กลมเข้า จัดเป็นน้ำนมโท      ลักษณะน้ำนมโทษ : มีรสเปรี้ยว, ขม, ฝาด, จืด ลักษณะจาง มีกลิ่นคาว #ลองไปทดสอบกันดูนะคะว่าน้ำนมของคุณแม่มีลักษณะเป็นอย่างไรกันบ้าง#สนใจดูแลหลังคลอดแบบครบวงจรตามศาสตร์แผนไทยประยุกต์  สามารถดูรายละเอียดแพ็กเกจและค่าบริการเพิ่มเติมได้ที่ 👉 ค่าบริการดูแลหลังคลอด

อ่านต่อ »

การอบไอน้ำสมุนไพร

การอบไอน้ำสมุนไพร เป็นภูมิปัญญาไทยที่ถ่ายทอดกันมาอย่างช้านาน สามารถใช้เป็นการรักษาหลัก การรักษาร่วมกับหัตถการทางการแพทย์แผนไทยอื่นๆ หรือใช้เพื่อสร้างเสริมสุขภาพก็ได้ โดยส่วนมากจะใช้ในการรักษาหรือบรรเทาอาการในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ทางเดินหายใจไม่โล่ง และใช้เป็นกระบวนการหนึ่งในการอยู่ไฟของมารดาหลังคลอด ไม่เพียงแต่ผู้ป่วยเท่านั้น ในคนที่มีสุขภาพดีก็สามารถอบไอน้ำสมุนไพรได้เช่นกัน โดยจะกล่าวถึงประโยชน์และข้อห้ามของการอบไอน้ำสมุนไพร ดังนี้ ประโยชน์ของการอบไอน้ำสมุนไพร  คลายความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเมื่อย ขยายหลอดเลือด กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น บรรเทาอาการเหน็บชา ชาตามปลายมือปลายเท้า ช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น บรรเทาอาการคัดจมูกจากภูมิแพ้ได้ บรรเทาอาการหอบหืดเรื้อรัง ขับน้ำคาวปลาในมารดาหลังคลอด ลดความเครียด ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย การอบไอน้ำสมุนไพรมีการศึกษาวิจัยว่าสามารถช่วยลดอาการปวดเมื่อยและช่วยการไหลเวียนเลือดได้จริง 👉 Thai Herbal Steams & Soaks – Thai Healing Alliance (PDF) ข้อห้ามสำหรับการอบไอน้ำสมุนไพร มีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส เพราะอาจมีการติดเชื้อโรคต่างๆ มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคลมชัก โรคหอบหืดระยะรุนแรง โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่รุนแรง โรคติดต่อร้ายแรงทุกชนิด มีการอักเสบจากบาดแผลต่างๆ สตรีขณะมีประจำเดือนร่วมกับมีอาการไข้ และปวดศีรษะ อ่อนเพลีย อดนอน อดอาหาร หรือหลังรับประทานอาหารใหม่ๆ ปวดศีรษะชนิดรุนแรง คลื่นไส้

อ่านต่อ »

การเผายา

การเผายา เป็นศาสตร์การแพทย์พื้นบ้านล้านนา ที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เป็นการนำสมุนไพรหลากหลายชนิดซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหย ฤทธิ์ร้อน ช่วยลดอาการปวดเมื่อย มาสับรวมกันผสมกับเกลือเล็กน้อย วางไว้บนหน้าท้องและใช้ผ้าหมาดทำเป็นวงวางล้อมรอบสมุนไพร ใช้ผ้าหมาดคลุมทับอีกครั้งหนึ่ง พ่นแอลกอฮอล์พอประมาณและจุดไฟเผา ในขณะที่เผายาความร้อนจะค่อยๆถ่ายเทลงสู่สมุนไพรด้านล่าง และจะอุ่นลงไปบนหน้าท้องของคนไข้ นอกจากนี้การเผายาสามารถทำบริเวณกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ด้วย เช่น กล้ามเนื้อบ่า หลัง ขา หัวเข่า  เป็นต้น ประโยชน์ของการเผายา  ช่วยบรรเทาอาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ท้องผูก สะบัดร้อน สะท้านหนาว ปรับสมดุลธาตุในร่างกาย กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ภูมิแพ้ หอบหืด ใครบ้างที่ไม่เหมาะกับการเผายา ?  มีไข้ ปวดศีรษะ ตัวร้อน ร้อนใน มีประจำเดือน อ่อนเพลียจากการตากแดด หอบเหนื่อย มีแผลผ่าตัด ผิวหนังอักเสบรุนแรง หรือมีแผลพุพองง่าย ความดันโลหิตสูง เมื่อเผายาเสร็จแล้ว ไม่ควรอาบน้ำทันที และควรงดการรับประทานอาหารฤทธิ์เย็น เช่น แตงโม น้ำเย็น เพราะความเย็นจะเข้ามากระทบทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก การเผายาที่ทำไปจะไม่ได้ผล

อ่านต่อ »

การนวดไทยแบบราชสำนัก

การนวดไทยแบบราชสำนัก เป็นศาสตร์การแพทย์แผนไทยที่สืบทอดมาจากแพทย์แผนไทยในอดีต ที่ปฏิบัติหน้าที่ให้กับเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ โดยแพทย์ผู้ให้การบำบัดจะใช้เฉพาะนิ้วมือและฝ่ามือในการนวด แขนเหยียดตรงเพื่อให้น้ำหนักถูกถ่ายเทไปยังนิ้วหัวแม่มือ มีการกดนวดไปตามแนวเส้นพื้นฐาน และจุดสัญญาณตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ผู้นวดจะมีองศาและท่าทางการนวดที่สุภาพ เหมาะสม และปลอดภัย โดยการนวดไทยแบบราชสำนักนี้สามารถใช้ได้กับทั้งการนวดรักษา(นวดแก้อาการ) และนวดผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม ก่อนที่แพทย์แผนไทยประยุกต์จะทำหัตถการต่างๆ จำเป็นต้องมีการซักประวัติ และตรวจร่างกาย เพื่อหาสาเหตุของการเกิดโรค และทำการรักษาให้ตรงจุด เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาที่ดี ถึงแม้ว่าจะเป็นการนวดเพื่อผ่อนคลายหรือสร้างเสริมสุขภาพ ก็ควรจะมีการซักประวัติในเบื้องต้นเพื่อประเมินสิ่งที่ต้องระวัง หรือความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างที่ทำหัตถการเช่นกัน https://youtube.com/shorts/JR08ZE-zhsI?si=Vp6uKulLN60Mcmni การนวดไทยแบบราชสำนัก สามารถใช้นวดรักษา นวดแก้อาการ หรือบรรเทาอาการของกลุ่มโรคใดได้บ้าง โรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น ออฟฟิศซินโดรม (ปวดบ่า คอ ศีรษะ, ปวดหลัง) เข่าเสื่อม กระดูกสันหลังทับเส้นประสาท เป็นต้น โรคระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องผูก โรคระบบสตรี เช่น มดลูกตะแคง มดลูกด่ำ มดลูกลอย โรคระบบประสาท เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต พาร์กินสัน และที่กล่าวมานี้ไม่ใช่โรคหรืออาการทั้งหมดที่ใช้การนวดในการรักษาหรือบรรเทาอาการได้ ยังมีอีกหลายโรค หลายอาการ ที่แพทย์แผนไทยประยุกต์สามารถดูแลและให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยได้

อ่านต่อ »
Scroll to Top